อดีตเด็กเกเร จบป.6 เคยเป็นแมงดา กลับตัว กลับใจ สู่เจ้าของกิจการเงินล้าน

อดีตเด็กเกเร จบป.6 เคยเป็นแมงดา กลับตัว กลับใจ สู่เจ้าของกิจการเงินล้าน

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆมาฝาก เพื่อเป็นข้อคิดในการใช้ชีวิต เชื่อว่าเรื่องราวที่เรานํามาให้เพื่อนๆได้อ่าน อาจจะสะท้อนได้หลายๆมุม ไปติดตามอ่านกันเลยจ้า

จากต้องใช้ชีวิตในกรงขังและข้างถนนกว่า 30 ปี ของ “ติ๊ก สิริทัศน์ สมเสงี่ยม” อดีตเด็กเกเร อันธพาล กระทั่งแมงดา ก่อนจะกลับตัวเปลี่ยนใจ ใช้ประสบการณ์ทั้งหมด สร้างความสำเร็จในชีวิต จนทุกวันนี้เขามีบ้าน รถ และเงินเก็บเหลือเฟือ

ตนโตมาอย่างนั้น จบแค่ ป.6 เพราะ ม.1 ได้แค่เทอมเดียว มีเรื่องจนต้องออก หลังจากนั้นก็ไปกันใหญ่ พ่อแม่เริ่มทนไม่ไหว เขาก็พยายามสอนให้ตนเป็นคนดี บ้านช่องก็เลยไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ไปอยู่บ้านเพื่อนเป็นเดือน ๆ จนอายุ 15 จุดเปลี่ยนชีวิตอย่างเต็มตัว

พอได้บัตรประชาชนตอนเช้า ตอนบ่ายนั่งรถมากรุงเทพเลยด้วยเงินร้อยกว่าบาท พอไปถึงก็เจอความซวยเลยเพราะเงินหาย ไม่รู้ว่าหายบนรถหรือที่ไหน ในตัวตอนนั้นเลยมีอยู่เหลือแค่ 2 อย่าง บัตรประชาชน แล้วก็เศษกระดาษที่จดเบอร์โทรศัพท์ของรุ่นพี่ที่เขาจะหางานให้ ทำ

ตอนนั้นตนอยู่ในเมืองที่ไม่รู้จักใคร ไม่มีเงินสักบาท เดินวนไปวนมาในหมอชิตหลายสิบรอบ ทีนี้เริ่มหิวข้าวมาก เดินทางมา ยังไม่ได้กินอะไรเลย ก็ตัดสินใจสั่งก๋วยเตี๋ยวพิเศษลูกชิ้นเยอะ ๆ แล้วน้ำอัดลมเย็น ๆ 1 ขวด

ด้วยความที่กระหายน้ำมาก ก็อยากกินอะไรที่มันอิ่ม ๆ ทั้งที่ไม่มีเงิน พอกินเสร็จก็มองซ้าย มองขวา ไม่มีใครก็เลยวิ่ง วิ่งอย่างสุดชีวิต ขึ้นไปบนสะพานลอยเพื่อที่จะข้ามฝั่ง ทว่าฝีเท้ายังอ่อนชั้น

ความผิดกระทงแรกในเมืองต่างถิ่น จึงลงเอยด้วยการถูกพิพากษาโดยบาทาพนักงานเพราะลูกจ้างร้านก๋วยเตี๋ยววิ่งตามตนเร็วมาก

งานแรกที่ตนเริ่มทำคือเป็นพนักงานแจกใบปลิว ทำอยู่ประมาณ 2-3 เดือน ชีวิตตอนนั้นก็ยังคิดอะไรไม่ได้ เช้าทำงาน เย็นเลิกงาน จนรู้จักพรรคพวกแถวนั้น และบังเอิญว่ากลุ่มที่รู้จักเขาขโมยรถมอเตอร์ไซค์กันอยู่

เขาก็ชวนตน ตนก็ไป คือด้วยความที่บอกไปว่าอยากมีเงิน ตนก็อยากมีอยากได้ ทำทั้งแบบยาก ทำสุจริตก็ทำ แบบง่าย ผิดก็ทำ เพื่อให้มันได้เงิน

จากนั้นก็มีรุ่นพี่เขาบอก ข้อหาไม่ว่าจะรถเล็ก รถใหญ่ โทษเท่ากัน แต่เวลาขายรถใหญ่ ราคาดีกว่าหลายเท่า ก็เปลี่ยนมาขโมยรถใหญ่จนมีเงินกลับบ้านเกือบล้านภายใน 1 ปี

แต่มันก็ไม่เหลือ แต่จะกลับลำไปทำต่อก็ไม่ได้ เพราะวงทางกรุงเทพ ต่างแตกแยกย้าย จึงต้องจำใจอยู่บ้านใช้ชีวิตเรี่ยดินอีกครั้ง

ชีวิตตอนขายก๋วยเตี๋ยวตนรู้สึกอึดอัดมาก ทั้งอึดอัด ทั้งอาย เพราะจากเคยใช้ชีวิตกินข้าว เลี้ยงสาว มื้อละเป็นหมื่น ปิดห้องคาราโอเกะเลี้ยงสาวก็เคย แต่ช่วงระยะเวลานิดเดียวไม่กี่เดือนเอง มาเป็นไอ้เด็กล้างชามก๋วยเตี๋ยวข้างถนนช่วยแม่ เพราะมันหมดทางไป

ทำอย่างนั้นอยู่นานหลายเดือน จนเจอเพื่อนที่เขาขาย ก็เอาเลย ไปขายกับเขาเลย แต่ก็โดนจับ ขายครั้งแรกโดนจับเลย เข้าไปนอนในซังเต ความรู้สึกจึงไม่ต่างอะไรกับคนตกเหว ติดทั้งหมด 11 วัน ตนได้แต่บอกกับตัวเองว่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว ตนไม่อยากเข้าไปอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว เลยตั้งไว้ในใจว่าจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี

หลังจากนั้นตนก็ไปเป็นพนักงานรับรถ จากนั้นก็ได้แฟนเป็นหมอนวด จากนั้นก็ขยับเป็นเด็กเสิร์ฟ เสร็จแล้วก็เชียร์แขก แล้วก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาถึงขั้นบริหาร เป็นเอเยนซีหาเด็กมาลงเองได้รายได้เอง

ชีวิตการเงินตอนนั้นรุ่งโรจน์มาก มีรายได้เดือนไม่น้อยกว่าหลักแสน แต่สุดท้ายก็ไม่เหลือ เพราะมีเท่าไหร่ก็ใช้หมด ก็กลับมาตกต่ำอีกชีวิต หมดตัว เลิกกับแฟนหมอนวด พอมีแฟนหมอนวดคนใหม่ก็รุ่งอีก

“คือวงการแมงดาจะมีกินมีใช้ได้ ต้องมีเมียเป็นหมอนวด ต่อให้มีเด็กเยอะ ก็ไม่เท่ากับมีเมียเป็นหมอนวดคนเดียว” คุณติ๊ก กล่าว

“ยิ่งเราหาเด็กมาลงมาก ยิ่งรวยมาก เราก็มีชีวิตเหมือนเดิม เช่นเดียวกับที่เราไม่มีทางเอาชนะบ่อนได้ เราเป็นแค่แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ มีเท่าไหร่ก็หมด ก็เลยค่อย ๆ ถอนตัว เงินก็มีน้อยลง ฝากเด็กไว้ 3 ที่ ที่ละคน เก็บจากเด็กรอบละ 100 บาท เฉลี่ยวัน ๆ เด็กขึ้น 3 รอบต่อวันต่อคนก็ 900 บาท” คุณติ๊ก กล่าว

ในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นโชคดีที่ “ความโง่” เป็นสิ่งที่ทำให้เขาคิดได้ ก่อนจะต่อยอดพัฒนาแตกจากมุมปากท้องสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ กลายเป็นนักธุรกิจรวยระดับล้าน

คุณติ๊กเผยว่า ตนถือเป็นความโชคดี เมื่อไม่มีเพื่อน ก็ทำให้ตนมีแรงแอกทีฟ เงินไม่มี ศักดิ์ศรีไม่มี คนเวลามันหมดหนทางจะมีอยู่สองทางคือ “สู้ให้สุดชีวิต ไปให้สุดทางฝัน” กับ “อะไรกูก็ยอม” ตนเลือกอย่างหลัง

ศักดิ์ศรีไม่มีในตัวแล้วตอนนั้น บอกตามตรงไม่อาย ก่อนหน้าที่จะคิดใหม่ได้ พอตนคิดได้อย่างนั้น มีจังหวะงานเข้ามา ไม่ตกงานแล้ว ตนก็ทำอย่างที่คิด ตอนนั้นทำงานแผงหมู ได้ค่าแรงวันละ 600 บาท ความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น หลังชีวิตเลื่อนออกจากความด่างพร้อยสู่แสงสว่างด้วยความหวังที่จะก้าวหน้า

ตนรับกระเป๋ามือสองมาขาย เพราะเห็นเขาขายกันตามตลาดนัดแล้วรวย ผลปรากฎว่าเจ๊ง ก็กลับไปทำงานแผงหมูอีกรอบแล้วก็เหมือนเดิม เก็บเงินได้สักก้อนก็ทำธุรกิจอีก ทีนี้ไปเปิดร้านขายน้ำปั่นที่เขากำลังฮิต ก็เจ๊งเหมือนเดิม

ก็บากหน้ากลับไปแผงแล่หมู แผงเก่าบ้างใหม่บ้างด้วยความที่พอรู้จักและตลาดแรงงานด้านนี้ยังขาด ตนก็ไม่หยุดที่จะทำธุรกิจแต่ทำอะไรก็เจ๊ง ทำของเล่นเด็กก็เจ๊ง ก๋วยเตี๋ยวก็เจ๊ง ลูกชิ้นปิ้งก็เจ๊ง

“เจ๊งแล้วก็กลับมาตลาด กลับมาทุกครั้งก็ได้ยินคำดูถูกทุกครั้ง บอกไอ้ติ๊ก คนอย่างมึงไม่มีวันเป็นเจ้าของธุรกิจได้หรอก คนอย่างมึงเป็นได้แค่ขี้ข้า เราก็เจ็บใจ แต่ด้วยความที่ตอนนั้นไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเลย ศักดิ์ศรีเอาไปแลกก๋วยเตี๋ยวกินไม่ได้ ใครจะด่าอย่างไรก็ด่าไป” คุณติ๊ก กล่าว

ในขณะที่ใครอาจจะล้มให้กับแรงเสียดทาน หรือถอยให้กับคำว่าเจ๊ง ตนกลับมุ่งมั่นเอาเป็นแรงผลักดันให้สู้ และมุ่งหาประสบการณ์อย่างไม่ลดละ เป็นคนอื่นเจ๊งครั้งเดียว เขาจะเลือกเป็นพนักงานประจำไปตลอดชีวิต

แต่ตนไม่ เพราะตนไม่อยากเป็นลูกน้องใคร ตนไปทำงานสามทุ่มเลิกสามโมงเช้า รับเงิน 600 บาท กลับบ้าน แต่เถ้าแก่ ทำเท่ากัน เขารับเงิน 6-7 แสนกลับบ้าน เพราะเขาเป็นเจ้าของแผงหมู ตนเป็นลูกน้อง

ทำให้รู้สึกว่าตนจะต้องเป็นเจ้าของกิจการให้ได้ เพราะตนก็ทำงานเหนื่อยกว่าแต่ผลที่ได้รับไม่เท่าเขา จนในที่สุดตนได้หันมาขายเพียงแค่ลูกชิ้นทอดไม้ละ 5-10 บาทจนสามารถมีรายได้หลักแสนต่อเดือน

และเมื่อประสบความสำเร็จจากร้านลูกชิ้นทอด 3 สาขา รายได้หลักแสน เพียงในระยะเวลาไม่กี่ปีก็กลายเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว “เตี๋ยวมั๊ยวะ” อันโด่งดังทั่วประเทศ มียอดร้านแฟรนไชส์กว่า 15 ร้าน ขนาดพิธีกรชวนชิมอาหารชื่อดังยังต้องมาลอง ก่อนที่จะขยับเป็นเจ้าของธุรกิจ “จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ” ทำเงินกว่าล้านบาทเมื่อ 7 เดือนที่ผ่านมา

“ถ้าคำว่าต้นทุนชีวิตคนเราไม่เท่ากัน ผมจบแค่ ป.6 เรียน ม.1 ได้ครึ่งเทอมก็ต้องออกจากโรงเรียน ออกมาเป็นกุ๊ยยังกลับตัวได้ และกลับมาเป็นเจ้าของกิจการหลายอย่าง แต่ละอย่างยอดขายหลักร้าน ผมถามคุณคำเดียว ผมมีต้นทุนมากกว่าใครตรงไหน”

แหล่งที่มา readykids

Facebook Comments Box